ผู้เข้าชมขณะนี้

เรามี 12 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สถิติผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้79
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้86
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้341
mod_vvisit_counterเดือนนี้165
mod_vvisit_counterรวมทั้งสิ้น108993

แจ้งเบะการทุจริต

tujarit.gif

Designed by:
SiteGround web hosting Joomla Templates

ประวัติความเป็นมา
แนวความคิดและการจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ
               ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ ได้มีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขึ้น แบ่งออกเป็น ๒ สาขา คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และพรรคคอมมิวนิสต์ไทย โดยลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่พื้นที่ชนบททุรกันดารอาศัยความอดอยากยากจนของราษฏรเป็นเงื่อนไขในการสร้างความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชนทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ จนถึงกับเริ่มมีการจับอาวุธเข้าปะทะระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
                ช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๔  สมัย  จอมพลสฤษดิ์   ธนะรัชต์  นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ตระหนักถึงปัญหานี้ และจะเห็นว่าการที่ฝ่ายตรงข้ามได้นำจุดอ่อน ทางด้านสังคมนำมาเป็นเงื่อนไขทำลายความเชื่อมั่นที่ประชาชนพึงมีต่อรัฐบาล  ซึ่งดำเนินการอย่างได้ผลในพื้นที่ชนบท เพราะความทุกข์ยากของประชาชนกับ กระทรวงมหาดไทยรายงานให้ทราบว่า คอมมิวนิสต์ได้ส่งตัวแทนเข้าไปแทรกซึม อยู่ในหมู่บ้านเพื่อบ่อนทำลายความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล                โดยปฏิบัติการในเขตที่ประชาชนด้อยการศึกษาและยากจนเจ้าหน้าที่รัฐดูแลไม่ทั่วถึง การคมนาคมไม่สะดวกและเป็นถิ่นทุรกันดาร ทำให้ขาดการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกับประชาชน กระทรวงมหาดไทยจึงได้เสนอให้ใช้วิธี การพัฒนาท้องถิ่นเป็นเครื่องมือดำเนินการเพื่อขจัดปัญหาของต้นเหตุ               
                ดังนั้น ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มีบัญชาให้กองทัพร่วมกันพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดย พลอากาศเอก ทวี  จุลละทรัพย์  เลขาธิการ กองบัญชาการทหารสูงสุด พิจารณาเรื่องดังกล่าวในลักษณะข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการว่าด้วย หัวเรื่อง  “การป้องกันการดำเนินการของคอมมิวนิสต์” ในประเทศไทย               
          คณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย
          พลโทเกรียงศักดิ์   ชมะนันท์    รองเสนาธิการ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า                    เป็นประธาน
          พันเอกเจริญ         พงษ์พานิช  หัวหน้ากองกำลังพล กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า           เป็นกรรมการ
          พันเอกสำราญ      ซีโรท           หัวหน้ากองส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า  เป็นกรรมการ
          พันเอกเชวง            ยังเจริญ      หัวหน้ากองยุทธการ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า           เป็นเลขานุการ
          พันโทถนอม           ไวถนอมสัตว์          เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ               
         ผลการพิจารณาได้รับความเห็นชอบในหลักการจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด  เมื่อ  ๓๐ มกราคม  ๒๕๐๕  จากผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อ ๓๐ มกราคม ๒๕๐๕  และมีบัญชาการให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อ  ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ร่วมกันพิจารณาปรับปรุงตัวบุคคลที่จะบรรจุในตำแหน่งต่าง ๆ ตลอดจนภารกิจให้เหมาะสมด้วย
 
ประวัติความเป็นมาของ สำนักงานพัฒนาภาค ๒ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
                เมื่อ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๕  กรป.กลาง ได้ส่ง หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ หน่วยแรก  ออกปฏิบัติงานพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนที่ บ้านนาคู  กิ่งอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์  ใช้นามหน่วยว่า  “หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่  จังหวัดกาฬสินธุ์”  มี พันเอกเจริญ  พงษ์พานิช  เป็นผู้บังคับหน่วยคนแรก และได้จัดชุดพัฒนาการเคลื่อนที่ อีก ๒ ชุด  เข้าเยี่ยมเยียนราษฎรตามหมู่บ้านโดยใช้ความบันเทิงเป็นสื่อในการชี้แจงนโยบายการช่วยเหลือราษฎรของรัฐบาลให้ทราบ มี พันตรีสำเภา  ศรีขชา และ นาวาอากาศตรี พจน์   สัตย์บุศย์  เป็นหัวหน้าชุดพัฒนาการเคลื่อนที่ ๒  คนแรก  ใช้เวลาปฏิบัติงานประมาณ ๑  เดือน  จึงเดินทางกลับที่ตั้ง  กรป.กลาง (กรุงเทพฯ)  ส่วนกองบัญชาการหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ จังหวัดกาฬสินธุ์  คงตั้งอยู่ต่อไป  ในปี พ.ศ.๒๕๐๖  ได้ส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ออกปฏิบัติงาน ซึ่งตามแผนจะมี ๒ หน่วยต่อไป โดยหน่วยที่สองออกปฏิบัติงานที่บ้านกุดเรือคำ มีพื้นที่ปฏิบัติการ ๔ อำเภอ  คือ อำเภอวานรนิวาส อำเภอวาริชภูมิ อำเภอพรรณนานิคม และอำเภอสว่างแดนดิน  มีชุดพัฒนาการเคลื่อนที่รวม ๓ ชุด  ต่อมาได้ย้ายฐานพัฒนาการเข้าที่ บ้านโคก ตำบลไร่  อำเภอพรรณานิคม  จังหวัดสกลนคร  ซึ่งปัจจุบันคือ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๒๖ สนภ.๒ นทพ. รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสกลนคร หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่สามออกปฏิบัติงานที่ บ้านโพนตูม  อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม มี พันโท สาคร  วีระศักดิ์ เป็นผู้บังคับหน่วย พื้นที่ปฏิบัติการ ๓ อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอนาแก และ อำเภอธาตุพนม  มีชุดพัฒนาการเคลื่อนที่รวม ๓ ชุด และได้ย้ายที่ตั้งเข้าปฏิบัติงานในหลายอำเภอ อาทิ บ้านพระซอง  อำเภอนาแก , บ้านหนองแคน อำเภอดงหลวง , บ้านไร่ อำเภอดอนตาล และในที่สุดได้ย้ายเข้าที่ตั้งหน่วย บ้านทางหลวง ตำบลบ้านแก้ง อำเภอนาแก  จังหวัดนครพนม  ปัจจุบันคือ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๒๒  รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดนครพนม
                 เนื่องจากยังมีประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารอื่นๆ   รอคอยความช่วยเหลืออีก ดังนั้นในปีต่อ ๆ  มา กรป.กลาง ได้จัดหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ออกไปปฏิบัติงานในพื้นที่ท้องถิ่นทุรกันดาร ทุกภูมิภาคของประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน นั้นมีการส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่เข้าช่วยเหลือเพิ่มอีก ๔ หน่วย  โดยในปี ๒๕๐๗  ได้ส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๖  จังหวัดหนองคายเข้าปฏิบัติงาน ณ บ้านดอนหญ้านาง อำเภอพรเจริญ  จังหวัดหนองคาย
                เมื่อ  ๒๓ เมษายน ๒๕๑๘ ได้ถูกผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เข้าโจมตีและเผาที่ตั้ง  พันเอก เชาวลิต  บิณฑคุปต์ ผู้บังคับหน่วยและเจ้าหน้าที่เสียชีวิต  กรป.กลาง จึงได้จัดหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๓๓ ดำเนินงานทดแทน เข้าตั้งฐานพัฒนาการ ณ  บ้านศูนย์กลาง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย   ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๐ ถึง ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๒  หน่วยได้รับภารกิจโครงการอีสานเขียวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ในนาม ฉก.๐๗  ชัยภูมิ  และได้กลับมาปฏิบัติงานในจังหวัดหนองคาย ปัจจุบันคือหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๒๕  สนภ.๒ นทพ.  รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดหนองคาย และในปี ๒๕๐๗ เหมือนกัน ได้ส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๗ และ ๘  เข้าพัฒนาในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดเลย ตามลำดับ โดยหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ที่ ๗ ตั้งฐานอยู่ที่ บ้านสุ่มเส้า อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และย้ายเข้าที่ตั้งแห่งใหม่ที่ บ้านโคกหนองแวง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี  ปัจจุบันคือ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๒๑ สนภ.๒ นทพ. รับผิดชอบ จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดขอนแก่น  และหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๘ คือ  นพค.เลย  เดิมตั้งอยู่ที่ฐานพัฒนาการเคลื่อนที่ บ้านกกดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย  และย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ บ้านท่าสวรรค์ ตำบลท่าสวรรค์ อำเภอนาด้วง  จังหวัดเลย ปัจจุบันคือ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๒๓ สนภ.๒ นทพ.  รับผิดชอบจังหวัดเลย และจังหวัดหนองบัวลำภู   สำหรับในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์นั้น ในปี ๒๕๓๐ ชุดทหารช่างเฉพาะกิจที่ ๒๐๒ ที่มีภารกิจพัฒนาแหล่งน้ำ ในโครงการอีสานเขียว จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ย้ายเข้ามารับผิดชอบพัฒนาการในจังหวัดกาฬสินธุ์และเปลี่ยนนามหน่วยเป็น ฉก.กรป.กลาง ๐๓  จนในที่สุดได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็น หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่.๒๔ สนภ.๒ นทพ. และมีที่ตั้งใหม่ที่ บ้านศรีมงคล อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร  รับผิดชอบพื้นที่ จังหวัดมุกดาหาร และ จังหวัดกาฬสินธุ์   
        
           จากการปฏิบัติงานของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ในพื้นที่อีสานตอนบนในห้วงที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงการจัดส่วนราชการในกองบัญชาการทหารสูงสุด ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๓๓ ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๓ โดยกำหนดให้กองอำนวยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด โอนมาเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองบัญชาการทหารสูงสุด  และเปลี่ยนนามหน่วยเป็นกองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ  กองบัญชาการทหารสูงสุด                  ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๔ กองบัญชาการทหารสูงสุดได้จัดตั้ง สำนักงานพัฒนาภาค เป็นหน่วยขึ้นตรงกองอำนวยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ เพื่อให้ทำหน้าที่บังคับบัญชาหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ต่าง ๆ สำหรับสำนักงานพัฒนาภาค ๒ ได้รับการจัดตั้งขึ้นให้รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสานตอนบน ๙ จังหวัดตั้งอยู่ที่ ค่ายยุทธศิลป์ประสิทธิ์ ตำบลโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีภารกิจในการวางแผน อำนวยการ ประสานงาน และดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา รวมทั้งการช่วยเหลือประชาชน โดยมีหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๖ หน่วย ตามที่กล่าวข้างต้น ขึ้นตรงและเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาพื้นที่รับผิดชอบ
                เวลาผ่านไปสถานการณ์ก่อการร้ายเริ่มเบาบางลงจนถึงหมดสิ้นไปในที่สุด  อันเนื่องมาจากการมุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างถูกทางของรัฐบาลไทย ประกอบกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในปี ๒๕๓๕  ทำให้ความเดือดร้อนและความรุนแรงต่าง ๆ ในชนบทที่ห่างไกล ยุติลงตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังคงทำลายความสุขของพี่น้องประชาชนเหล่านั้นอยู่ ก็คือความยากจน อันถือเป็นหน้าที่ ที่หน่วยงานของรัฐจะต้องขจัดทุกข์ของประชาชนให้หมดสิ้นไป กองบัญชาการทหารสูงสุดจึงได้พัฒนาแนวทางการช่วยเหลือประชาชน ในท้องถิ่นทุรกันดารให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ของประเทศและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีความเข้มแข็งสามารถช่วยเหลือและพัฒนาตนเองได้ต่อไป จึงได้มีการแก้อัตรากองบัญชาการทหารสูงสุด ตามคำสั่ง กองบัญชาการทหารสูงสุด (เฉพาะ) ลับที่ ๑๖๒/๔๐  ลง ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ให้มีการเปลี่ยนนามหน่วยจากเดิม กองอำนวยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือ กรป.กลาง เป็นหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือ นทพ.  และ สำนักงานพัฒนาภาค๒  เป็นหน่วยขึ้นตรง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน        
          ความภาคภูมิใจของเหล่านักรบสีน้ำเงินแห่งหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่มีมาตลอดเวลาหลายสิบปีนั้น ก็คือการได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารดีขึ้น ด้วยการพัฒนาทุก ๆ  ด้านพร้อมกันไป ทั้งทางวัตถุและจิตใจอันเป็นการช่วยเหลือประชาชนตามหลักการพัฒนาชุมชน  ซึ่งมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือเพื่อให้ประชาชนช่วยตัวเองได้ต่อไป สำนักงานพัฒนาภาค ๒ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้ดำเนินการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นตาม ๘ แผนงานหลักได้แก่
               ๑ แผนงานสร้างเส้นทางคมนาคม
               ๒ แผนงานส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์
               ๓ แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำ
               ๔ แผนงานชุมชนและสาธารณูปการ
               ๕ แผนงานการสาธารณสุข
               ๖ แผนงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
               ๗ แผนงานการประชาสัมพันธ์และจิตวิทยา
               ๘ แผนงานการสังคมสงเคราะห์และอื่น ๆ      
             นอกจากนั้นยังมีแผนงานเพื่อรองรับภารกิจต่าง ๆ ที่ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เรียกว่า แผนงานพิเศษ เช่นงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานที่ได้รับมอบหมายตามนโยบายของรัฐบาล และงานสนับสนุนส่วนราชการอื่นๆ  เป็นต้น
       ในยามเกิดภัยพิบัติอันนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยสำนักงานพัฒนาภาค ๒ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศบภ.สนภ.๒ นทพ.)  ทำหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยแล้งที่นำความทุกข์ความเดือดร้อนมาสู่ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังพลในชุดพัฒนาสีน้ำเงินมีตรา พัฒนาชาติไทย บนอกเสื้อด้านซ้ายก็จะปรากฏขึ้นพร้อมด้วยความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเสมอ               
     นับจากวันแรกที่นักรบสีน้ำเงินถือกำเนิดขึ้นในนาม กรป.กลาง ในปี ๒๕๐๕  จนเป็นหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาในปี พุทธศักราช ๒๕๔๐   และจนถึงวันที่ทุกชีวิตก็ยังยืนยันว่า ไม่ว่าเรานักรบสีน้ำเงิน  แห่งหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาจะอยู่ที่ใดก็ตาม เราก็ยังคงเป็นนักรบสีน้ำเงินผู้พร้อมที่จะทำงานหนักและพร้อม ที่จะเสียสละเพื่อความสุขของประชาชนตลอดไป เช่นเดียวกับที่บรรพชนนักรบสีน้ำเงินในอดีตได้มุ่งมั่นปฏิบัติตลอดเวลาที่ผ่านมา
 

เวลา

Ulti Clocks content